Bangphai General Hospital

 

ไข้หวัดใหญ่ Influenza, Flu


สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสอินฟลูเอนซา (influenza virus) ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (A) บี (B) และซี (C) 2 ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ มักก่อให้เกิดอาการรุนแรง อาจพบระบาดได้กว้างขวาง และสามารถกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่อยู่ได้เรื่อยๆ แบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยอีกหลายชนิด

ความชุก พบได้บ่อยในกลุ่มคนทุกวัย พบได้ตลอดปี แต่จะพบแพร่กระจายกันมากในช่วงฤดูฝน (มิถุนายนถึงตุลาคม) และฤดูหนาว (มกราคมถึงมีนาคม) บางปีอาจมีการระบาดใหญ่ วิธีแพร่เชื้อ เชื้อไข้หวัดใหญ่จะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ สามารถแพร่ให้คนอื่นได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย แพร่เชื้อได้มากสุดใน 3 วันแรกที่มีอาการป่วย (ส่วนใหญ่มักจะแพร่เชื้อไม่เกิน 7 วัน) ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรดหรือโดยการสัมผัสถูกมือ สิ่งของเครื่องใช้ หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อน นอกจากนี้ยังสามารถแพร่กระจายทางอากาศ (airborne transmission) กล่าวคือ เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม เชื้อที่ติดอยู่ในฝอยละอองเสมหะสามารถกระจายออกไประยะไกลและแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นาน ดังนั้นโรคนี้จึงสามารถระบาดได้รวดเร็วกว่าไข้หวัดธรรมดา

ระยะฟักตัว ส่วนใหญ่ 1-3 วัน ส่วนน้อย นานถึง 7 วัน
         อาการ มีอาการคล้ายไข้หวัด (ธรรมดา) คือมีไข้ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหลใสๆ ไอแห้งๆ แต่จะมีอาการหนักกว่าไข้หวัด คือไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก เบื่ออาหาร มักจะต้องนอนพัก บางรายอาจมีอาการจุกแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดินร่วมด้วย อาการไข้จะเป็นอยู่นาน 1-7 วัน (ส่วนใหญ่ 3-5 วัน) ส่วนอาการไอและอ่อนเพลีย อาจเป็นอยู่นาน 1-4 สัปดาห์ แม้ว่าอาการอื่นๆ จะทุเลาแล้วก็ตาม ในรายที่เป็นรุนแรง อาจแสดงอาการของอาการแทรกซ้อน เช่น มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว ปวดหู หูอื้อ หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น

         การวินิจฉัย มักจะวินิจฉัยจากอาการแสดง คือ ไข้สูง เป็นหวัด เบื่ออาหาร และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก อาจมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ (เช่น ในบ้าน โรงเรียน โรงงาน ที่ทำงาน) ในรายที่ต้องการวินิจฉัยให้แน่ชัด แพทย์จะทำการตรวจหาเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่จากจมูกและคอหอย หากสงสัยเป็นปอดอักเสบ หรือสาเหตุร้ายแรงอื่นๆ ก็จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ เป็นต้น การดูแลตนเอง เมื่อมีอาการไข้ น้ำมูกไหล (เป็นหวัด) ไอ ควรดูแลเบื้องต้น ดังนี้

          1. นอนพัก เช็ดตัว ไม่อาบน้ำเย็น ดื่มน้ำมากๆ กินอาหารที่ย่อยง่าย
          2. กินยาบรรเทาอาการ เช่น - พาราเซตามอล บรรเทาไข้ ปวดศีรษะ ทุก 4-6 ชั่วโมง ควรหลีกเลี่ยงยาแอสไพริน เพราะอาจ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิด โรคแทรกซ้อนที่มีชื่อว่ากลุ่มอาการเรย์ (Reyes syndrome)
                   - ถ้ามีน้ำมูกมากให้ยาลดน้ำมูก เช่น คลอร์เฟนิรามีน
                   - ถ้าไอมาก ให้ยาแก้ไอ หรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว
         3. ลดการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น โดยการหมั่นล้างมือ (ด้วยน้ำกับสบู่) โดยเฉพาะหลังเช็ดน้ำมูกหรือใช้มือปิดปากเวลาไอ เวลาไอควรใช้ต้นแขนหรือทิชชูปิดแทนมือเปล่า หากมีคนอื่นอยู่ใกล้หรือเข้าไปในที่ที่มีผู้คนจำนวนมากควรสวมหน้ากากอนามัยอย่าไอจามรดหน้าผู้อื่น และควรหยุดพักผ่อนที่บ้านไม่ออกไปในย่านชุมนุมชนควรไปพบแพทย์ (ภายใน 1-2 วัน) ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
          - มีไข้ทุกวัน นานเกิน 1 สัปดาห์
          - มีอาการหนาวสั่นมาก (ต้องห่มผ้าหนาๆ) หรือสงสัยเป็นมาลาเรีย หรือไข้หวัดนก
          - มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ซีด จุดแดงจ้ำเขียวตามตัว หรือเลือดออก
          - อาเจียน กินอะไรไม่ได้ - ดูแลตนเอง 2-3 วันแล้วยังไม่ทุเลา
          - ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ที่พบบ่อย เช่น ไซนัสอักเสบ หลอด-ลมอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ปอดอักเสบ หรือ สมองอักเสบ ได้แก่
                        1. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ หรือผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี
                        2. สตรีที่ตั้งครรภ์
                        3. ผู้ที่สูบบุหรี่จัด
                        4. ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น เบาหวาน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรคหืด ถุงลมปอดโป่งพอง หัวใจ ไตวายเรื้อรัง มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นต้น

การรักษาในรายที่เป็นไข้หวัดใหญ่ (ทั้งที่เกิดจากสายพันธุ์เก่าหรือสายพันธุ์ใหม่ 2009)
แพทย์จะให้ยาบรรเทาตามอาการ (พาราเซตามอลแก้ไข้ ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก) เป็นหลัก ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น อะแมนทาดีน (amantadine) หรือไรแมนทาดีน (rimantadine) สำหรับไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล (สายพันธุ์เก่า) หากสงสัยเป็นไข้หวัดนกหรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็จะให้โอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) นอกจากนี้แพทย์จะให้การรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น ให้ยาปฏิชีวนะ ในผู้ที่มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว ผู้ที่เป็นหูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ และไซนัสอักเสบ ในรายที่มีปอดอักเสบ แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล

การดำเนินโรค
- ส่วนใหญ่มักจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยอาการไข้มักจะเป็นอยู่นาน 1-7 วัน ส่วนอาการไอและอ่อนเพลียอาจเป็นอยู่นาน 1-4 สัปดาห์ - ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนไม่ร้ายแรง เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ได้รับการรักษาถูกต้องก็มักจะหายได้
- ส่วนผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง (เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ โรคหัวใจกำเริบ) ถ้าหากได้รับการรักษา ทันท่วงทีช่วยให้ปลอดภัย ได้ แต่ถ้าสภาพร่างกายผู้ป่วยอ่อนแอหรือได้รับการรักษาล่าช้าไป หรือมีภาวะโรคที่รุนแรงก็อาจเสียชีวิตได้
การป้องกัน
               1. ช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนแออัด (เช่น สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า) ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ หรือเช็ดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูก
               2. ถ้ามีผู้ใกล้ชิดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรอยู่ห่างจากผู้ป่วยอย่างน้อย 1 เมตร ถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือ ด้วยน้ำกับสบู่หรือเช็ดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสมือผู้ป่วยและการใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วย (เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ โทรศัพท์ ของเล่น)
               3. การฉีดวัคซีนป้องกัน ที่มีใช้ในปัจจุบันสามารถ ป้องกันได้เฉพาะไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล (สายพันธุ์เก่า) 3 ชนิด ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ชนิด A (H1N1 และ H3N2) และชนิด B แต่ยังไม่สามารถป้องกันไข้หวัดนก (A H5N1) และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 การฉีดวัคซีนแต่ละครั้ง สามารถป้องกันได้นาน 1 ปี ถ้าจำเป็นควรฉีดปีละครั้งในช่วงก่อนเข้าฤดูฝน

 

บทความโดย พญ. เอื้ออารี พร้อมเพรียง
กุมารแพทย์

You are here: Home ไข้หวัดใหญ่ Influenza, Flu