Bangphai General Hospital

รู้จักการล้างมือ 7 ขั้นตอน และ 5 moment กันเถอะ

รู้จักการล้างมือ 7 ขั้นตอน

5 moment for handhygiene 

              5 Moments of Hand Hygiene

  ล้างมือเมื่อ

(1) ก่อนสัมผัสผู้ป่วย (Before touching)

(2) ก่อนทำหัตถการกับผู้ป่วย (Before Clean / Aseptic Procedure)

(3) หลังสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ป่วย (After Body Fluid Exposure risk)

(4) หลังสัมผัสคนไข้ (After Touching a Patient)

(5) หลังสัมผัสสิ่งที่ล้อมรอบผู้ป่วย (After touching Patient Surrounding)

โรค ลม แดด

เป็นภาวะที่เกิดจากมีความร้อนในสิ่งแวดล้อมสูงจนร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ตามปกติทำให้ไม่มีเหงื่อเกิดขึ้นในผู้ป่วยกลุ่มนี้พบบ่อยในทหารหรือนักกีฬาที่ฝึกหนักกลางแจ้ง ส่วนผู้ที่มี่ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆได้แก่

กแดดรอน

         - เด็กอายุ<5 ขวบ

         - ผู้สูงอายุที่อายุ >  65 ปี

         - คนอ้วนที่น้ำหนัก >100kg

         - ผู้ที่ดื่มสุราจัด

         - ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ต้องรับยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ

         โรคที่เกิดจากการสัมผัสอากาศร้อน

         เรียงลำดับจากรุนแรงน้อยไปมากดังนี้

         1. ผื่น – เป็นได้ทั้งผดไปจนถึงผิวหนังไหม้เกรียม

         2. ตะคริวแดด – มักพบตะคริวได้ชัดที่กล้ามเนื้อท้อง แขนขา

         3. เพลียแดด – หมดแรง , อาจมีหมดสติชั่วครู่

         4. โรคลมแดด – อุณหภูมิร่างกายสามารถสูงถึง 40 – 42°c , ไม่มีเหงื่อหรือมีเหงื่อน้อยมากๆ ความดันโลหิตต่ำ , ชีพจรเต้นเร็ว, ชักเกร็ง, หมดสติ ถ้าช่วยชีวิตได้ไม่ทันท่วงทีก็จะเสียชีวิต, การรักษาจะเป็นแบบรักษาตามอาการ

         4 สัญญาณบ่งบอกว่ากำลังจะเกิดโรคลมแดด

         1. ไม่มีเหงื่อออก

         2. กระหายน้ำมาก

         3. ตัวร้อนจัด

         4. ปวดศรีษะ, วิงเวียน, คลื่นไส้, หายใจเร็ว

         เมื่อพบผู้ป่วยลักษณะดังกล่าวให้ปฎิบัติดังต่อไปนี้

         1.พาผู้ช่วยเข้าที่ร่ม, ให้นอนกับยกเท้าสูงเพื่อเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมอง

         2.ช่วยระบายความร้อนดังนี้ :  ถอดเสื้อผ้า, นำผ้าชุบน้ำเย็นมาเช็ดตัวผู้ป่วยโดยทันทีศรีษะ ข้อพับต่างๆ หรือเทน้ำเย็นราดตัวผู้ป่วย, เช็ดพัดลม

         3.หาน้ำเย็นให้ผู้ป่วยดื่ม,สามารถใช้น้ำผสมเกลือแช่หรือน้ำผลไม้เย็นๆได้

         4.โทร 1669

         การป้องกัน

         1.หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีแดดจัดเป็นเวลานานๆ

         2.ดื่มน้ำมากๆในช่วงที่มีอากาศร้อนๆ

         3.สวมเสื้อผ้าสีอ่อน เนื้อบางๆ, พกหมวกหรือร่มเวลาออกนอกสถานที่

         4.ทาครีมก่อนออกแดด 30 นาทีแอลกอฮอล์

เรียบเรียง โดย นพ.วีระยุทธ บุญเกียรติเจริญ

 

กินอย่างไรห่างไกลเบาหวาน

 

กินอย่างไรห่างไกลเบาหวานโรค เบาหวาน … คือ  ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือด ซึ่งได้จากอาหารไปใช้ได้ตามปกติ

      1) รับประทานอาหารให้หลากหลาย และมี
ความสมดุลของสารอาหาร รับประทานให้เป็นเวลา ไม่ควรรับประทานเฉพาะเวลาที่หิว เพราะจะทำให้รับประทานมากกว่าที่ควร
      2) หลีกเลี่ยงของหวาน และอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล
      3) รับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหาร เช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีทเพิ่มขึ้น
      4) รับประทานอาหารประเภทที่มีไขมันให้น้อยลง
      5) ลดอาหารเค็มหรือการใช้เกลือในอาหารให้น้อยลง
      6) หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ น้ำตาล ขนมหวาน น้ำเชื่อม น้ำอัดลม  นมข้นหวาน ผลไม้กวน เชื่อม แช่อิ่ม กล้วยตาก ผัก หรือผลไม้ กระป๋อง ซอสปรุงรสบางชนิด แยม เหล้า เบียร์ ช็อกโกแลต ผลไม้ที่มีรสหวานจัด  เช่น  ทุเรียน ลำไย ขนุน น้อยหน่า ละมุด ฯลฯ ผลไม้ชนิดต่าง ๆ  เช่น  ส้ม สัปปะรด มะละกอ เงาะ ฝรั่ง กล้วย อาหารที่ทำจากธัญพืช  เช่น  ข้าว ก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น ข้าวโพด   มันฝรั่ง สาคู นม เนื้อสัตว์ รวมทั้ง ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป อาหารที่ปรุงด้วยกะทิ อาหารทอด ไขมันจากสัตว์ เนย อาหารรสเค็มจัด อาหารหมักดอง ครีมเทียม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์


หมวดข้าว  :  แป้ง ขนมปัง หมวดนี้ 1 ส่วน
ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี่  ได้แก่
- ข้าวสาว 1 ทัพพี            1/3   ถ้วย
- ข้าวต้ม 2 ทัพพี่               -
- ขนมจีน 1 1/2 จับ            90   กรัม
- ก๋วยเตี๋ยว 1 ทัพพี            90   กรัม
- ขนมปัง 1 แผ่น            25   กรัม
- เผือก , มันเทศต้ม 1/2 ถ้วยตวง        65   กรัม

หมวดเนื้อ  :  ควรรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน 1 ส่วน ให้พลังงาน 55 แคลอรี่
- เนื้อหมูไม่ติดมัน 2 ช้อนโต๊ะ        30   กรัม
- เนื้อปลา 2 ช้อนโต๊ะ            30   กรัม
- กุ้งขนาด 2 นิ้ว 6 ตัว            60   กรัม
- ลูกชิ้นไก่ เนื้อ หมู ปลา            6      ลูก
- เต้าหู้หลอด 1/2 อัน            100   กรัม
- ไส้กรอก 30 กรัม                -

หมวดผัก  :  หมวดนี้ 1 ส่วนให้พลังงาน 25 กิโลแคลอรี่ ผัก 1 ส่วน เท่ากับผักดิบ 1 ถ้วย หรือผักสุก 1/2 ถ้วย โดยเฉพาะผักใบเขียว เหลือง แดง ทุกชนิ  เช่น  คะน้า ตำลึง มะเขือเทศ แครอท ผักกาดขาว กะหล่ำปลี ข้าวโพดอ่อน แขนงคะน้า บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือยาว ถั่วลันเตา มะระ ผักกระเฉด ผักโขมสุก ฯลฯ

หมวดผลไม้  :  หมวดนี้ 1 ส่วน ให้พลังงาน
60 กิโลแคลอรี่  ได้แก่
- แอปเปื้ล 1 ผลเล็ก ขนาดเล็ก        100   กรัม
- ฝรั่ง 1/2 ผล ขนาดเล็ก            120   กรัม
- มะละกอ 8 ชิ้น ขนาดพอคำ        115   กรัม
- ชมพู่ 4 ผล                250   กรัม
- ส้มเขียวหวาน (ขนาด 2 1/2 นิ้ว)        1       ผล
- แตงโม 8 ชิ้น ขนาดพอคำ        285   กรัม
- สับปะรด 8 ชิ้น ขนาดพอคำ        125   กรัม

หมวดไขมัน  : หมวดนี้ 1 ส่วน เท่ากับ 1 ช้อนชา
ให้พลังงาน 45 กิโลแคลอรี่ ควรหลีกเลี่ยงไขมัน จากสัตว์ และกะทิ เพื่อลดไขมัน และโคเลสเตอรอล
- น้ำมันพืช (งา , ถั่วเหลือง , รำข้าว)        1      ช้อนชา
- น้ำสลัด                1       ช้อนโต๊ะ
- กะทิ                1       ช้อนโต๊ะ
- ถั่วลิสง                10      เม็ด

หมวดนม  :  หมวดนี้ให้พลังงานแตกต่างตามชนิดของนม ควรหลีกเลี่ยงนมหวานทุกชนิด
- นมสด 240 c.c.   ให้พลังงาน 150 กิโลแคลอรี่
- นมพร่องมันเนย 240 c.c.   ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่
- นมผงขาดมันเนย 30 กรัม (4 ช้อนโต๊ะ)    ให้พลังงาน 90 กิโลแคลอรี่
- นมผง 30 กรัม (4 ช้อนโต๊ะ)    ให้พลังงาน 150 กิโลแคลอรี่

การควบคุมอาหารเป็นปัจจัยสำคัญของการป้องกันโรคแทรกซ้อน จึงควรดูแลรักษาสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และมาพบแพทย์ตามนัด

 

อาหารสำหรับผู้ป่วย "ตับแข็ง"

 

ผู้ป่วยตับแข็ง  ในระยะที่ตับยังสามารถทำงานได้ดี ควรรับประทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ ตามหลักโภชนาการ และควรรับประทานอาหารพวกโปรตีน ประมาณวันละ 1 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือประมาณ 60 กรัมต่อวัน กรณีที่ผู้ป่วยเป็นตับแข็งระยะที่การทำงานของตับไม่ปกติ  เช่น  อาการตาเหลือง ตัวเหลือง(ดีซ่าน) มีท้องโตขึ้นจากการมีน้ำอยู่ในช่องท้อง(ท้องมาน) ขาบวม มีอาการผิดปกติทางสมอง ซึมลง การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีภาวะขาดสารอาหารอยู่แล้ว ควรมีจำนวนแคลอรี่ต่อวันมากขึ้น และต้องการสารอาหารโปรตีน ประมาณ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือประมาณ 80 – 90 วันต่อวัน

แต่ปัญหาผู้ป่วยมักกินโปรตีนมากไม่ได้ เพราะอาจกระตุ้นให้เกิดอาการทางสมอง จึงแนะนำให้กินมากเท่าที่ทนได้ หรือประมาณ 40 กรัมต่อวัน หรือกินอาหารโปรตีนที่ร่างกายสามารถทานได้เพิ่มขึ้น  เช่น  รับประทานพวกถั่วเหลือเสริม

ผู้ป่วยตับแข็ง อาจมีน้ำในช่องท้อง  จึงควรรับประทานอาหารรสจืด อย่าเติมเกลือ หรือน้ำปลามากไปควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจปนเปื้อนสารอะฟาท็อกซิน  ได้แก่  พวกถั่วสิสงตากแห้ง พริกป่น ปลาเค็ม เพราะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ งดรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เพราะอาจติดเชื้อแบคทีเรีย ทำให้ช็อคและเสียชีวิตได้ ในกรณีที่ตับทำงานไม่ปกติแล้ว ควรรับประทานอาหารวันละ 4 – 7 มื้อ เพราะผู้ป่วยตับแข็ง งดอาหารช่วงกลางคืน 1 คืน จะเท่ากับคนปกติ งดอาหารไป 3 วัน

คำแนะนำการปฏิบัติตนในการรับประทานอาหาร

เวลา 07.00 น.        อาหารเช้า
เวลา 10.00 น.        อาหารว่าง
เวลา 12.00 น.        อาหารเที่ยง
เวลา 15.00 น.        อาหารว่าง
เวลา 18.00 น.        อาหารเย็น
เวลา 21.30 น.        อาหารก่อนนอน   

อาหารว่างอาจเป็นขนม ที่ทำจากถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ใส่ไข่ต้ม โดยกินเฉพาะไข่ขาวหรือเต้าฮวย สาคูน้ำเชื่อม น้ำหวานไม่ผสมสีรับประทานอาหารวิตามินเอ วิตามินอี  เพื่อเสริมการขาดวิตามินกลุ่มนี้ แต่ไม่ควรทานมากเกินไป เพราะจะเกิดการสะสมที่ตับ ถ้าผู้ป่วยไม่ขาดธาตุเหล็ก ก็ไม่ควรเสริมธาตุเหล็กเข้า เพราะจะทำให้มีการสร้างพังผืดในตับมากขึ้น งดหรือหลีกเลี่ยง เครื่องดืมแอลกอฮอล์ เพราะเสี่ยงต่อการแตกของเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต

 

ติดต่อแผนกโภชนาการ โรงพยาบาลบางไผ่
โทร. 02-457-0086 ต่อ 8805

 

 

 

 

 

ไข้หวัดใหญ่ Influenza, Flu


สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสอินฟลูเอนซา (influenza virus) ไวรัสไข้หวัดใหญ่มีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ (A) บี (B) และซี (C) 2 ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ มักก่อให้เกิดอาการรุนแรง อาจพบระบาดได้กว้างขวาง และสามารถกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่อยู่ได้เรื่อยๆ แบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยอีกหลายชนิด

ความชุก พบได้บ่อยในกลุ่มคนทุกวัย พบได้ตลอดปี แต่จะพบแพร่กระจายกันมากในช่วงฤดูฝน (มิถุนายนถึงตุลาคม) และฤดูหนาว (มกราคมถึงมีนาคม) บางปีอาจมีการระบาดใหญ่ วิธีแพร่เชื้อ เชื้อไข้หวัดใหญ่จะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ สามารถแพร่ให้คนอื่นได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย แพร่เชื้อได้มากสุดใน 3 วันแรกที่มีอาการป่วย (ส่วนใหญ่มักจะแพร่เชื้อไม่เกิน 7 วัน) ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรดหรือโดยการสัมผัสถูกมือ สิ่งของเครื่องใช้ หรือสิ่งแวดล้อมที่แปดเปื้อน นอกจากนี้ยังสามารถแพร่กระจายทางอากาศ (airborne transmission) กล่าวคือ เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม เชื้อที่ติดอยู่ในฝอยละอองเสมหะสามารถกระจายออกไประยะไกลและแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นาน ดังนั้นโรคนี้จึงสามารถระบาดได้รวดเร็วกว่าไข้หวัดธรรมดา

ระยะฟักตัว ส่วนใหญ่ 1-3 วัน ส่วนน้อย นานถึง 7 วัน
         อาการ มีอาการคล้ายไข้หวัด (ธรรมดา) คือมีไข้ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหลใสๆ ไอแห้งๆ แต่จะมีอาการหนักกว่าไข้หวัด คือไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก เบื่ออาหาร มักจะต้องนอนพัก บางรายอาจมีอาการจุกแน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดินร่วมด้วย อาการไข้จะเป็นอยู่นาน 1-7 วัน (ส่วนใหญ่ 3-5 วัน) ส่วนอาการไอและอ่อนเพลีย อาจเป็นอยู่นาน 1-4 สัปดาห์ แม้ว่าอาการอื่นๆ จะทุเลาแล้วก็ตาม ในรายที่เป็นรุนแรง อาจแสดงอาการของอาการแทรกซ้อน เช่น มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว ปวดหู หูอื้อ หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น

         การวินิจฉัย มักจะวินิจฉัยจากอาการแสดง คือ ไข้สูง เป็นหวัด เบื่ออาหาร และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก อาจมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้หวัดใหญ่ (เช่น ในบ้าน โรงเรียน โรงงาน ที่ทำงาน) ในรายที่ต้องการวินิจฉัยให้แน่ชัด แพทย์จะทำการตรวจหาเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่จากจมูกและคอหอย หากสงสัยเป็นปอดอักเสบ หรือสาเหตุร้ายแรงอื่นๆ ก็จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ เป็นต้น การดูแลตนเอง เมื่อมีอาการไข้ น้ำมูกไหล (เป็นหวัด) ไอ ควรดูแลเบื้องต้น ดังนี้

          1. นอนพัก เช็ดตัว ไม่อาบน้ำเย็น ดื่มน้ำมากๆ กินอาหารที่ย่อยง่าย
          2. กินยาบรรเทาอาการ เช่น - พาราเซตามอล บรรเทาไข้ ปวดศีรษะ ทุก 4-6 ชั่วโมง ควรหลีกเลี่ยงยาแอสไพริน เพราะอาจ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิด โรคแทรกซ้อนที่มีชื่อว่ากลุ่มอาการเรย์ (Reyes syndrome)
                   - ถ้ามีน้ำมูกมากให้ยาลดน้ำมูก เช่น คลอร์เฟนิรามีน
                   - ถ้าไอมาก ให้ยาแก้ไอ หรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว
         3. ลดการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น โดยการหมั่นล้างมือ (ด้วยน้ำกับสบู่) โดยเฉพาะหลังเช็ดน้ำมูกหรือใช้มือปิดปากเวลาไอ เวลาไอควรใช้ต้นแขนหรือทิชชูปิดแทนมือเปล่า หากมีคนอื่นอยู่ใกล้หรือเข้าไปในที่ที่มีผู้คนจำนวนมากควรสวมหน้ากากอนามัยอย่าไอจามรดหน้าผู้อื่น และควรหยุดพักผ่อนที่บ้านไม่ออกไปในย่านชุมนุมชนควรไปพบแพทย์ (ภายใน 1-2 วัน) ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
          - มีไข้ทุกวัน นานเกิน 1 สัปดาห์
          - มีอาการหนาวสั่นมาก (ต้องห่มผ้าหนาๆ) หรือสงสัยเป็นมาลาเรีย หรือไข้หวัดนก
          - มีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ซีด จุดแดงจ้ำเขียวตามตัว หรือเลือดออก
          - อาเจียน กินอะไรไม่ได้ - ดูแลตนเอง 2-3 วันแล้วยังไม่ทุเลา
          - ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน ที่พบบ่อย เช่น ไซนัสอักเสบ หลอด-ลมอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ปอดอักเสบ หรือ สมองอักเสบ ได้แก่
                        1. เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ หรือผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี
                        2. สตรีที่ตั้งครรภ์
                        3. ผู้ที่สูบบุหรี่จัด
                        4. ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น เบาหวาน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี โรคหืด ถุงลมปอดโป่งพอง หัวใจ ไตวายเรื้อรัง มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เป็นต้น

การรักษาในรายที่เป็นไข้หวัดใหญ่ (ทั้งที่เกิดจากสายพันธุ์เก่าหรือสายพันธุ์ใหม่ 2009)
แพทย์จะให้ยาบรรเทาตามอาการ (พาราเซตามอลแก้ไข้ ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก) เป็นหลัก ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส เช่น อะแมนทาดีน (amantadine) หรือไรแมนทาดีน (rimantadine) สำหรับไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล (สายพันธุ์เก่า) หากสงสัยเป็นไข้หวัดนกหรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็จะให้โอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) นอกจากนี้แพทย์จะให้การรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น ให้ยาปฏิชีวนะ ในผู้ที่มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว ผู้ที่เป็นหูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ และไซนัสอักเสบ ในรายที่มีปอดอักเสบ แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล

การดำเนินโรค
- ส่วนใหญ่มักจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยอาการไข้มักจะเป็นอยู่นาน 1-7 วัน ส่วนอาการไอและอ่อนเพลียอาจเป็นอยู่นาน 1-4 สัปดาห์ - ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนไม่ร้ายแรง เช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ได้รับการรักษาถูกต้องก็มักจะหายได้
- ส่วนผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง และเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง (เช่น ปอดอักเสบ สมองอักเสบ โรคหัวใจกำเริบ) ถ้าหากได้รับการรักษา ทันท่วงทีช่วยให้ปลอดภัย ได้ แต่ถ้าสภาพร่างกายผู้ป่วยอ่อนแอหรือได้รับการรักษาล่าช้าไป หรือมีภาวะโรคที่รุนแรงก็อาจเสียชีวิตได้
การป้องกัน
               1. ช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนแออัด (เช่น สถานบันเทิง ห้างสรรพสินค้า) ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ หรือเช็ดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูก
               2. ถ้ามีผู้ใกล้ชิดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรอยู่ห่างจากผู้ป่วยอย่างน้อย 1 เมตร ถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ควรสวมหน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือ ด้วยน้ำกับสบู่หรือเช็ดมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสมือผู้ป่วยและการใช้ของใช้ร่วมกับผู้ป่วย (เช่น ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ โทรศัพท์ ของเล่น)
               3. การฉีดวัคซีนป้องกัน ที่มีใช้ในปัจจุบันสามารถ ป้องกันได้เฉพาะไข้หวัดใหญ่ประจำฤดูกาล (สายพันธุ์เก่า) 3 ชนิด ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ชนิด A (H1N1 และ H3N2) และชนิด B แต่ยังไม่สามารถป้องกันไข้หวัดนก (A H5N1) และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 การฉีดวัคซีนแต่ละครั้ง สามารถป้องกันได้นาน 1 ปี ถ้าจำเป็นควรฉีดปีละครั้งในช่วงก่อนเข้าฤดูฝน

 

บทความโดย พญ. เอื้ออารี พร้อมเพรียง
กุมารแพทย์